สภาพโดยรวมของการนำรถยนต์ไปใช้บริการติดตั้งแก๊สในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2555 ที่ขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นถึงลิตรละ 40 กว่าบาท อันเนื่องมาจากการเก็บเงินของกองทุนน้ำมันของรัฐบาลนั้น น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจหลายประการด้วยกัน
ประการแรก การปรับราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการปรับราคาพร้อม ๆ กับการปรับขึ้นราคา NGV และ LPG จึงทำให้มีผู้ใช้รถยนต์จำนวนไม่น้อยที่ชะลอการตัดสินใจติดตั้งแก๊สออกไป เพราะมีมุมมองว่าถ้าหากคนนิยมใช้เชื้อเพลิงประเภทใดมาก มักจะมีการปรับขึ้นราคาในที่สุด
ประการที่สอง ผู้ใช้รถยนต์หลายคนมีมุมมองว่าราคาน้ำมันไม่ได้มีการปรับขึ้นอย่างเดียว เมื่อใหร่ก็ตามที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ๆ หลังจากนั้นไม่นานมักจะมีการปรับลดราคา ดังนั้นการนำรถยนต์ไปติดตั้งแก๊สควรจะทำเมื่อมีความจำเป็น หรือมีความพร้อมจริง ๆ เท่านั้น
ประการที่สาม การปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้ คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้สึกตกใจหรือตื่นตระหนกเท่าครั้งก่อน เพราะเคยผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาแล้ว ดังนั้นจึงสามารถปรับตัวตั้งรับกับสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ดังนั้นความต้องการติดตั้งแก๊สของปี 2555 จึงเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นดีมานด์ปกติไม่ได้เกิดจากความตื่นตกใจ ผู้ประกอบการติดตั้งแก๊สจึงสามารถตั้งรับได้ทัน สภาพตลาดติดตั้งแก๊สโดยรวมจึงไม่มีความโกลาหลเหมือนเมื่อปี 2551
สภาพของตลาดติดตั้งแก๊สที่ดำเนินไปในลักษณะนี้ นับเป็นสัญญาณที่ดี บ่งบอกถึงการเติบโตที่หนักแน่นมั่นคง ความต้องการของผู้ใช้รถยนต์เป็นไปแบบมีเหตุผล มิได้เกิดจากการดิ้นรนหาทางออกโดยปราศจากการไตร่ตรองอย่างรอบด้าน
ขณะเดียวกัน ส่วนของผู้ประกอบการติดตั้งแก๊ส และผู้จำหน่ายอุปกรณ์แก๊สในยุคปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่เคยผ่านวิกฤตการณ์ตลาดติดแก๊สรถยนต์ที่เติบโตแบบพองลม แล้วระเบิดมาหลายครั้งหลายหน จึงนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นบทเรียนในการดำเนินธุรกิจ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือพัฒนาการผู้ประกอบการแก๊สรถยนต์เริ่มมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น คนที่อยู่รอดในธุรกิจนี้ต้องมีความตั้งใจจริงในการประกอบอาชีพ หมดยุคของการเปิดกิจการรับงานแบบฉาบฉวย เพราะผู้บริโภคในยุคนี้เจาะจงติดแก๊สกับอู่ที่สามารถไว้วางใจได้เท่านั้น
เรียกได้ว่าถึงเวลาของ... ตัวจริง อย่างแท้จริง ทั้งในส่วนของผู้บริโภคและผู้ประกอบการแก๊สรถยนต์